fbpx

ประวัติความเป็นมาของเครื่องเงินเมืองน่าน

ความเป็นมาของการทำเครื่องเงินในเมืองน่าน เกิดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างเมืองน่านขึ้นมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นครน่าน ได้แผ่ขยายอาณาจักรไปถึงตั้งแต่แคว้นสิบสิงจุไทลงมา และได้กวาดต้อนเชลยที่เป็นช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างทองแดง จากเมืองฮ่อน้อย ฮ่อหลวง เมืองยอง และเชียงแสน เอามาไว้ในนครน่าน โดยช่างเงินได้จัดไว้ที่บ้านประตูปล่อง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และสืบเชื้อสายเป็นช่างเงินจนถึงทุกวันนี้ และบางส่วนมีเชื้อสายเป็นช่างเงินมาจนถึงทุกวันนี้ และบางส่วนมีเชื้อสายพม่าอยู่ได้นำศิลปะพม่าเข้ามาผสมผสาน แต่ไม่ค่อยมากนัก ส่วนใหญ่จะเข้ารับใช้ทำเครื่องเงินให้เจ้านาย บุตรหลาน คหบดีและท้าวขุน เท่านั้น พอหมดนายไป ช่างเงินก็เกือบจะไม่เหลือใครในนครน่านจะเห็น ได้ว่าช่างเงินในเมืองน่านนั้น มีเชื้อสายจีน และได้นำเอาศิลปะของพม่ามาร่วมด้วย ในอดีตกาลที่ช่างเงินทำงานให้กับเจ้าขุนมูลนายเท่านั้นพอหมดยุคเจ้าขุนมูลนายและบ่าวไพร่แล้ว ช่างต่าง ๆ ก็ระหกระเหินไม่มีงานทำ บ้างก็เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ส่วนที่ยังคงทำอาชีพช่าง ก็จะสืบทอดการทำเครื่องเงินให้ รุ่นลูกหลานซึ่งก็มีน้อย ทำให้มีแหล่งผลิตเครื่องเงินสมัยนี้น้อยตามไปด้วย
.
ในอดีตเจ้าเมืองทางเหนือนิยมใช้ภาชนะเครื่องเงิน มีการส่งส่วยส่งอากรเป็นเครื่องเงินต่างๆถวาย แด่เจ้าเมือง และหัตถกรรมเครื่องเงินจากเมืองน่าน ก็เป็นแหล่งเครื่องเงินที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของภาคเหนือ
และมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้ที่ใด ความพิเศษของเครื่องเงินเมืองน่าน คือ การผลิตที่มาจากเม็ดเงินแท้ 96-100% คือ มีสิ่งผสมปลอมปนน้อยมากจนถึงไม่มี ซึ่งทำให้ได้เครื่องเงินที่มีความอ่อนตัวกว่าที่อื่น
.
การทำเครื่องเงินในยุคแรกนั้นจะใช้เหรียญเงินในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือจำพวกเงินฮาง ฉะนั้นเงินที่ใช้ทำในสมัยก่อนเงินที่นำมาหลอมจึงเป็นเงิน 90% แต่ในปัจจุบันจะใช้เม็ดเงินแท้ 100% ซึ่งสั่งซื้อมาจากที่อื่น โดยลวดลายที่ทำบ่อย และเป็นที่นิยมของชาวเมืองน่านคือ ลายกระถินพื้นบ้าน ลายเทพพนม ลายสิบสองราศี นอกจากนั้นก็เป็นลายที่ประยุกต์ขึ้นเองให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของลูกค้า ลักษณะเด่นของเครื่องเงินน่าน
คือ เป็นเครื่องเงินที่มีสัดส่วนสมดุลได้ขนาด มีความประณีตของเนื้องานสูง
.
ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินมีสลุงเงิน (ขันเงิน), สลอบคือ ภาชนะรูปแบบเดียวกันกับสลุงใหญ่ แต่ปากเล็ก ใช้คู่กับคนโทดิน (น้ำต้น) ใช้ใส่ข้าวสุกไปทำบุญตักบาตร เรียกอีกอย่างว่า “ก่องข้าวบาตร”, พาน, คุหมากเงิน เป็นภาชนะที่ทำเป็นตลับใช้สำหรับบรรจุหมากพลู ยาเส้น สีเสียด เปลือกไม้ เป็นของขบเคี้ยวของคนโบราณ, ซองพลู, แอบหมาก,ต้นปูน(เต้าเงินใช้ใส่ปูนแดงกินกันหมาก) และลวดลายที่นำมาเป็นต้นแบบในการตอกลายลงบนขันสลุง ก็ได้มาจากเรื่องราวตามตานานพุทธประวัติ ได้แก่ ลาย 12 ราศี,ลายดอกกระถิน,ลายดอกกลีบบัวหรือกาบบัว, ลายเทพพนม เป็นลายโบราณ ลายบานบุรี, ลายตาสับปะรด เป็นลายที่ครูคิดใหม่ อารมณ์คล้ายลายไทย,
ลายดอกไม้,ลายพุทธชาดก กัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น โดยใช้เงินชนิดต่างๆ มาทำเครื่องเงิน ซึ่งได้แก่ เงินแถบ เงินหมันของฝรั่งเศส เหรียญสมัยรัชกาลที่ ๕ เหรียญ ๑๐ สตางค์ เหรียญสลึง มาตีเป็นสลุงเงิน (ขันเงิน)
.
เงินเมืองน่าน นอกจากจะใช้ทำเป็นเงินตราของสมัยโบราณ มรดกทางวัตถุเงินที่บรรพบุรุษ ได้สร้างสมไว้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์ของเนื้อเงิน และลวดลายอันเป็นศิลปะเฉพาะตัวของน่านเอง เครื่องเงินเมืองน่านแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. เงินตรา ได้แก่ เงินเจียง เป็นรูปเทือกม้า หนัก 4 บาท มีเครื่องมือคือชื่อเมืองน่านและตราผู้ผลิต เงินท็อก (เมืองน่าน) มีลักษณะคล้ายขนมครก ส่วนเงินราง คือเงินแท่งหนักประมาณ 25 บาท
2. เครื่องเงิน คือ เครื่องใช้ที่ทำจากเงินโดยการตีขึ้น เป็นภาชนะวัตถุต่างๆ เช่น พานเงินสลุง (ขันเงิน) พานใส่เมี่ยง บุหรี่ กระบวยเงิน ตลับ 12 ราศี เชี่ยนมาก ถาดเงิน ฯลฯ อันเป็นงานหัตถศิลป์ และมีลวดลายเฉพาะตัวของเมืองน่านอย่างโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น ทั้งด้านคุณภาพเนื้อเงิน เอกลักษณ์ นอกจากนี้คนเมืองน่านมักเอาเงินมาทำเป็นวัตถุมงคล และของใช้ไม้สอยอีกมากมาย ด้วยความเชื่อที่ว่าเงินเป็นของที่เป็นสิริมงคลใครที่มีไว้ครอบครองจะมีความสุขความเจริญ
3. เครื่องประดับ เดิมที่เมืองน่านก็มีการทำเครื่องเงินประดับมาแต่โบราณ เช่น เข็มขัด กำไลแขน ปิ่นปักผม แหวน สร้อย ต่างหู เป็นต้น ภายหลังเมื่อเครื่องประดับเงินเป็นที่นิยมจึงได้เกิดอาชีพการทำเครื่องประดับเงินและอัญมณีจำหน่ายออกไปทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเป็นที่นิยมในขณะนี้
.
ข้อมูล : sites.google.com

Leave a Reply

Your email address will not be published.